ปตท.สผ.รายได้ไตรมาส1ปี60แตะ3.8หมื่นล้าน

ปตท.สผ. แจงผลประกอบการไตมาส1/60 รายได้แตะ 3.8 หมื่นล้านบาท ทิศทางiาคาน้ำมันกรอบ 50-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ. ปตท.สผ. เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาส 1 ของปี 2560 ว่ามีรายได้รวม 38,377 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 12,284 ล้านบาท สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีก่อน โดยเป็นส่วนของกำไรจากการดำเนินงานตามปกติ จำนวน 7,437 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับตัวขึ้นของราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยมาอยู่ที่ 38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ตามการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สำหรับการดำเนินงานในปี 2560 นั้น ปตท.สผ. มองว่าด้วยราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความร่วมมือตามข้อตกลงในการลดกำลังการผลิตขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก(โอเปก) และกลุ่มนอกโอเปก โดยคาดว่าในครึ่งแรกของปีนี้ ราคาน้ำมันน่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 50-55เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลบวกกับราคาผลิตภัณฑ์เฉลี่ยของ ปตท.สผ. ทั้งปี ซึ่งบริษัทคงมีความพยายามในการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายเฉลี่ยของ ปตท.สผ. มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยอาจจะอยู่ในช่วง 300,000 – 310,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เป็นผลจากความไม่แน่นอนของปริมาณการเรียกก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยของผู้ซื้อ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติ(แอลเอ็มจี)ในตลาดที่ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ในส่วนของแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565-2566 นั้น ปตท.สผ. ยืนยันถึงความพร้อมที่จะเข้าประมูลแหล่งสัมปทานดังกล่าวแน่นอน

เตือน! พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก เฉลี่ยอายุน้อยลง

จากการรายงานในวารสาร Journal of National Cancer Institute อัตราของผู้ป่วยโรคมะเร็งทวารหนักที่มีอายุน้อยกว่า 55 ปีในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมานั้นเพิ่มเป็นเท่าตัว แม้ว่าโดยรวมแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวมีแนวโน้มที่ลดลง แต่มีการพบมากขึ้นในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า กล่าวคือในช่วงอายุ 20-54 ปี

ผู้ที่เกิดในช่วงค.ศ. 1990 มีแนวโน้มเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่เกิดในช่วงปี ค.ศ.1950 ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติดังกล่าวนี้คือการออกกำลังกายน้อยลงและอาหารที่บริโภคเข้าไป น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป การกินอาหารที่ผ่านกระบวนการ ปิ้ง ย่าง อบ รม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายน้อยรวมถึงการบริโภคอาหารที่มีกากใยน้อยและการสูบบุหรี่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

อาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีดังนี้ มีเลือดออกทางทวารหนัก ปวดท้อง เหนื่อยง่าย น้ำหนักตัวลด รู้สึกถ่ายท้องไม่สุด การขับถ่ายเปลี่ยนไป สมาคมโรคมะเร็งในอเมริกา American Cancer Association แนะนำว่าให้บริโภคผักผลไม้และธัญพืชในปริมาณมาก ลดเนื้อสัตว์แดงและอาหารผ่านกระบวนการลง ออกกำลังกายสม่ำเสมอและจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

มะเร็งเม็ดเลือดขาว รู้ทันป้องกันได้


มะเร็งเป็นโรคร้ายที่มีมากกว่า 100 ชนิด สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยและคร่าชีวิตผู้คนมากมาย ลูคีเมียก็เป็นมะเร็งอีกชนิดที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันโดยไม่ทันตั้งตัว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และตรวจสุขภาพหามะเร็งระยะเริ่มแรกจะเพิ่มโอกาสการรักษาและอาจหายขาดได้

นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า “โรคลูคีเมีย” เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบเลือดที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวในไขกระดูกเติบโตผิดปกติ ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมามากในกระแสเลือด ส่งผลให้การทำงานของระบบเม็ดเลือดเสียไป อาจเป็นแบบเฉียบพลัน หรือค่อยๆ เป็น โดยทั่วไป มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันจะมีอาการรุนแรงกว่าชนิดที่เกิดช้าๆ หรือเรื้อรัง สาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยทางกรรมพันธุ์และการติดเชื้อไวรัสบางชนิด รวมถึงได้รับสารเคมีบางอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลง และกัมมันตภาพรังสี สามารถทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้

สำหรับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีอาการแสดง เช่น เลือดจาง ซีด หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนังและเหงือก เป็นจ้ำตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต อาจพบก้อนในท้องเนื่องจาก ตับ ม้ามโต ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย และมีไข้ หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรค สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยทั่วไปจะใช้การรักษา

ด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ส่วนการปลูกถ่ายไขกระดูกและรังสีรักษาจะเป็นการรักษาเสริม เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือหายได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดและอายุของผู้ป่วย ทั้งนี้ เราสามารถปฏิบัติตนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ด้วยการเลือกทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารกัมมันตภาพรังสีและสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทยไปจำนวนไม่น้อย และสาเหตุของโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมใกล้ตัวของเรา โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร ดื่มสุรา และสูบบุหรี่ และสาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปัจจุบันมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายและทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง อวัยวะที่เป็น และระยะของมะเร็งที่ตรวจพบ

การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะทำให้มีการตอบสนองต่อการรักษาและมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย โดยส่วนใหญ่มักพบว่ากว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง อาการอยูในระยะลุกลามไปมากแล้ว คงจะดีไม่น้อยหากเราหมั่นสังเกตความผิดปกติในร่างกาย และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็งยิ่งพบโรคได้ เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นเพียงนั้น

ทำฟันเถื่อน ระวัง! ติดเชื้อเสี่ยงมะเร็ง

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ โรคฟันของคนไทย ยังเป็นปัญหาโดยเฉพาะ การสูญเสียฟัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากฟันหลอ ผลสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศ

โดยกรมอนามัย ครั้งล่าสุดในปี 2555 พบผู้ที่มีอายุ 35-44 ปี ถอนฟันเฉลี่ย 3.7 ซี่ต่อคน ส่วนอายุ 60-74 ปี ถอนเฉลี่ย 13.2 ซี่ต่อคน ทั้ง 2 กลุ่มนี้ พบในเขตเมืองมากที่สุด รองลงมาคือเขตกทม. จึงทำให้มีผู้ฉวยโอกาส เปิดร้านทำฟันปลอมโดยมีการ ตั้งโต๊ะรับทำในตลาดสด รวมทั้ง ในหมู่บ้านจัดสรร หรือออกไปรับทำ ตามบ้าน โดยรับทำราคาถูกกว่าคลินิก ซี่ละประมาณ 500 บาท และไม่ต้องรอนานเหมือนทำกับทันตแพทย์ ส่วนใหญ่ช่างที่รับทำจะบอกว่า เคยเป็นลูกจ้าง หมอฟัน วัสดุที่ใช้ทำฟันปลอมเป็นประเภท และชนิดเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อและใช้บริการ

ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสบส.กล่าวว่า การใส่ฟันปลอมจากผู้ที่ไม่มีความรู้ ไม่ใช่ทันตแพทย์ มีความเสี่ยงอันตราย บางครั้ง ช่างทำฟันเถื่อนอาจเชื่อมฟันปลอมติดกับซี่ฟันดีเลียนแบบตามที่ทันตแพทย์จริงใส่ ฟันปลอมชนิดนี้ไม่สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ หากฟันที่ยึดติดกับฟันปลอมมีปัญหาโยกคลอน หรือมีหินปูนเกาะ หรือมีปัญหาผุ เชื้อจะหมักหมมอยู่ภายใต้ฟันปลอม เชื้อโรคจากฟันที่ผุ หรือเชื้อจากเหงือกที่อักเสบจากคราบหินปูน จะลุกลามอักเสบ เป็นหนอง จนไม่สามารถเก็บฟันแท้ซี่นั้นต่อไป

ประการสำคัญ ฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษาอย่าง ถูกต้อง การผุก็จะลุกลาม ลงสู่โพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายออกจากฟันไปสู่เนื้อเยื่ออื่นๆ ลุกลามไปยังบริเวณที่สำคัญ เช่น ที่ใต้คาง ใต้ตา อาการปวดและบวมจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจมีอันตราย ถึงแก่ชีวิตได้ ผลที่ได้จึงไม่คุ้มเสีย นอกจากนี้ฟันปลอมที่ใส่ลวดยึดฟันที่ทำจากหมอฟันเถื่อน หากไม่พอดี ลวดอาจจะครูดกับเหงือก ทำให้เป็นแผล หากเป็นแผลเรื้อรัง เสี่ยงเป็นมะเร็งช่องปาก โดยโรคมะเร็งในช่องปากนี้ สาเหตุ 1 ใน 10 มาจากการใส่ฟันปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน

พรมมิ-ผักมิ สมุนไพรบำรุงความจำ

พรมมิ หรือ ผักมิ (Bacopa monnieri) เป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย มีสรรพคุณบำรุงความจำ บำรุงสมอง รักษาอาการไข้ รวมทั้งมีการใช้ในตำรับยาไทยหลายตำรับ นอกจากนี้ ยังมีการรับประทานเป็นผักพื้นบ้านจากการที่พรมมิมีขึ้นทั่วไปในประเทศไทย และเพาะปลูกได้ง่าย

จากผลการศึกษาวิจัยของ คณะเภสัชศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทั้งการพิสูจน์ในขั้นหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และในมนุษย์ พบว่ามีประสิทธิภาพในการบำรุงความจำ โดยจากการทดลองทางคลินิกพบว่า เมื่ออาสาสมัครอายุมากกว่า 55 ปี ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรมมิ เป็นเวลา 2 เดือนขึ้นไป จะมีความสามารถในการเรียนรู้และมีความจำเพิ่มขึ้น

การศึกษาเปรียบเทียบผลของสารสกัดพรมมิ กับสารสกัดจากใบแปะก๊วย และยา donepezil ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และความจำของหนูแรทที่แก่ตามธรรมชาติ พบว่า หลังจากป้อนสารสกัดหรือยาติดต่อกันนาน 3 เดือน พบว่า หนูแก่ที่ได้รับสารกัดพรมมิ (40 mg/kg) มีการเรียนรู้และความจำเกี่ยวกับสถานที่ และความสามารถในการจดจำสิ่งของได้ดีพอๆ กับหนูแก่ที่ได้รับสารสกัดจากใบแปะก๊วย (60 mg/kg) และกลุ่มที่ได้รับยา donepezil (1 mg/kg) และดีกว่าหนูแก่กลุ่มควบคุมที่ได้รับเฉพาะน้ำกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาผลของพรมมิ ต่อการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนโลหิตบนผิวเปลือกสมอง ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจของหนูแรท เปรียบเทียบกับผลของสารสกัดแปะก๊วย (Ginkgo biloba) โดยให้สารสกัดพรมมิ (40 mg/kg BW) หรือ สารสกัดแปะก๊วย (60 mg/kg BW) ทางปาก เป็นเวลานานติดต่อกัน 2 เดือน พบว่า ทั้งสารสกัดพรมมิและสารสกัดแปะก๊วย มีผลเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณหลอดเลือดแดงบนเยื่อหุ้มสมอง โดยมีประสิทธิภาพเท่าๆ กัน และสารสกัดพรมมิไม่มีผลทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นหัวใจของหนูแรทเปลี่ยนแปลงไป

“พรมมิ” จึงเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรคุณภาพ ช่วยบำรุงสมองและบำรุงความจำ ทดแทนสมุนไพรนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น แปะก๊วย และโสม ซึ่งมีราคาแพง

อาหารแสลง แสลงจริงหรือแค่กลัวไปเอง?

หลังจากเป็นไข้ ไม่สบาย หรือผ่าตัด ผู้ใหญ่มักห้ามไม่ให้เราทานนู่นทานนี่ที่เราอยากทาน โดยบอกว่าเป็น “ของแสลง” ทานแล้วจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ ต้องรอให้หายเป็นปกติก่อน ข้อเท็จจริงจากแพทย์กลับพบว่า บางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องจริง จะมีเรื่องใดที่จริง และไม่จริงบ้าง มาดู กันค่ะ

อาหารแสลง… ที่ไม่แสลง

– ทานไข่ หรือไก่หลังผ่าตัด ไม่ทำให้แผลผ่าตัดนูน (รวมไปถึงแผลที่เจาะหูด้วย)

– มีประจำเดือน ดื่มน้ำมะพร้าวได้ ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติแต่อย่างใด

– หน่อไม้ ทานได้ ไม่ว่าจะดองหรือสด ไม่ว่าจะหลังคลอดลูก หรือหลังผ่าตัด (แต่อย่าทานมากจนเกินไป และเลือกแหล่งผลิตที่สะอาด เชื่อถือได้เท่านั้น)

– เป็นไข้อีสุกอีใส ทานไข่ ทานไก่ได้ ไม่ทำให้ตุ่มลาม หรือมีหนองแต่อย่างใด

– อาหารทะเล สามารถทานหลังผ่าตัดได้เช่นกัน

อาหารแสลง… ที่แสลงจริงๆ

– ความดันโลหิตสูง ห้าม หรือลดการทานอาหารเค็ม เพราะโซเดียมทำให้บวมน้ำ และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

– เบาหวาน อาหารแสลงคือ น้ำตาลและแป้ง เพราะจะทำให้อาการของโรคหนักขึ้น

– ไตวาย ห้ามทานอาหารเค็ม เพราะจะทำให้อาการของโรคเป็นหนักขึ้น

– ไม่สบาย เป็นไข้ ให้ลดอาหารทอด อาหารมันๆ เพราะจะทำให้ระบบการย่อยอาหารไม่ดี และอาหารที่มีพลังงานสูง อาจทำให้อุณหภูมิของร่างกายยิ่งสูงมากกว่าเดิม

– ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับตับ และถุงน้ำดี ไม่ควรทานอาหารทอดๆ มันๆ ด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้การย่อยไขมันผิดปกติ

เพราะฉะนั้นครั้งหน้าหากพบ หรือเป็นผู้ป่วยเสียเอง ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ตราบใดที่ยังทานอาหารที่ดี หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป ยังไงก็ทานได้ตามปกติค่ะ หรือหากไม่มั่นใจจริงๆ ปรึกษาคุณหมอพร้อมคุณพ่อคุณแม่เลยก็ได้นะคะ จะได่สบายใจทั้งสองฝ่ายเนอะ

หูดข้าวสุก โรคแฝงที่พบบ่อยในเด็กช่วงหน้าร้อน

กรมการแพทย์ แนะหมั่นดูแลบุตรหลานในช่วงปิดเทอม หากพาไปทำกิจกรรม ตามสถานที่ต่างๆ เช่น สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ให้รีบทำความสะอาดร่างกายหลังทำกิจกรรม รวมทั้งไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน เพื่อเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสหูดข้าวสุกที่สามารถติดต่อโดยง่ายในเด็ก

นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฤดูร้อน ประกอบกับเป็นเวลาที่เด็กนักเรียนกำลังปิดเทอม ผู้ปกครองจึงมองหากิจกรรมให้เด็กๆได้ผ่อนคลายตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งสถานที่เหล่านี้มักมีประชาชนจำนวนมากมาทำกิจกรรมร่วมกัน อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ หากสถานที่เหล่านั้นไม่มีระบบการจัดการด้านสุขอนามัยที่ดี ส่งผลให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไปสู่เด็ก เนื่องจากเด็กเล็กมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

โดยเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในสถานที่ที่มีความร้อนชื้น คือ ไวรัสหูดข้าวสุก พบได้ในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปและติดต่อโดยการสัมผัสทางผิวหนังโดยตรงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้ สามารถเข้าทางผิวหนังที่เป็นแผลและแพร่กระจายจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งได้จากการสัมผัส อาการที่พบในเด็ก คือ มีลักษณะเป็นตุ่มใสขนาดเล็กมีสีเนื้อรูปโดม เป็นหลุมตรงกลางบริเวณใบหน้า มักพบในบริเวณที่สัมผัสหรือเสียดสีกัน เช่น ข้อพับแขน รักแร้ ขาหนีบ อากาศร้อนและความชื้นสูงจะทำให้เป็นมากขึ้น เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดี หากมีการแกะเกาจะมีอาการบวม แดง ผิวหนังอักเสบและเป็นหนองได้

ผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติทางร่างกายของบุตรหลาน หากพบว่ามีลักษณะอาการข้างต้น ควรรักษาแต่เนิ่นๆเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งแพทย์อาจใช้เข็มสะอาดแคะก้อนในหูดออก หรือทายากระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และต้องใช้ระยะเวลารักษาติดต่อกันหลายเดือน

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากพบประวัติการติดเชื้อของผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดในสถานที่ที่ค่อนข้างชื้น เช่น สถานที่ออกกำลังกายสาธารณะ สระว่ายน้ำหรือการใช้อ่างอาบน้ำร่วมกัน ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานภายหลังจากทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหูดข้าวสุกเพราะโรคนี้สามารถติดต่อได้โดยง่ายจากการสัมผัสผิวหนังระหว่างกัน

ดังนั้น เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ ควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดเป็นประจำ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หากมีความจำเป็นให้ทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า เสื้อผ้า รองเท้า และไม่ควรว่ายน้ำในขณะที่มีบาดแผล เพราะจะเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ

เอกชนชี้สภาพอากาศเอื้อปลูกอ้อยปี60/61

3 สมาคมโรงงานน้ำตาล ชี้ สภาพอากาศเอื้อปลูกอ้อยปี 60/61 ชาวไร่ขยายพื้นที่เพาะปลูกรับราคาในเกณฑ์ดี

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ภาพรวมการเพาะปลูกอ้อยประจำฤดูการผลิตปี 60/61 ที่เริ่มต้นเพาะปลูกตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจะดีกว่ารอบการผลิตของปี 59/60 เนื่องจากเริ่มมีฝนตกในพื้นที่ปลูกอ้อย โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อตออ้อย ขณะเดียวกันพบว่า ชาวไร่อ้อยหลายรายเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและลงตออ้อยใหม่เพื่อหวังผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บางรายได้ขยายพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มราคาน้ำตาลโลกที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยคาดว่า ปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 60/61 จะดีกว่าปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 93 ล้านตันอ้อย

ขณะที่ ความคืบหน้าในช่วงปลายฤดูการหีบอ้อยปี 59/60 ของโรงงานน้ำตาล หลังเปิดหีบอ้อยตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2559 ขณะนี้โรงงานน้ำตาลเกือบทั้งหมดได้ปิดหีบแล้ว โดยคาดว่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น ประมาณ 93 ล้านตัน เทียบกับอ้อยที่เข้าหีบในปีก่อนหน้าที่ 94.5 ล้านตันอ้อย อย่างไรก็ตาม คุณภาพผลผลิตอ้อยในปีนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่ง ส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) เพิ่มขึ้นเป็น 107.9 กิโลกรัม เทียบกับระยะเวลาหีบอ้อยปีก่อนที่มียิลด์อยู่ที่ 104.1 กิโลกรัมหรือเพิ่มขึ้นประมาณเกือบ 4 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตน้ำตาลทรายได้แล้ว 10.0 ล้านตัน สูงกว่าปีก่อนที่ผลิตน้ำตาลทรายได้เพียง 9.8 ล้านตัน

10 ประโยชน์ดีๆ ของลูกหม่อน มัลเบอร์รี่ ป้องกันมะเร็ง-เบาหวาน

ผลไม้ในบ้านเรามีหลากหลายชนิดมากจริงๆ นะคะ ทานยังไงก็ไม่ครบเสียที เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยทาน “ลูกหม่อน” หรือ “มัลเบอร์รี่” เราเพิ่งได้ทานเมื่อไม่กี่วันก่อนเองค่ะ รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ทานเพลินมากๆ ให้สีชมพูอมม่วงสวย น่านำมาทำขนมสุดๆ

นอกจากราคาสบายกระเป๋า รสชาติสดชื่นแล้ว ยังมีประโยชน์ดีๆ อีกเพียบเลยด้วยนะ

10 ประโยชน์ดีๆ ของลูกหม่อน มัลเบอร์รี่

1.ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ปริมาณน้ำตาลต่ำ และปรับปรุงการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือเป็นผู้ป่วยเบาหวาน

2.บำรุงหัวใจให้แข็งแรง

3.มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อน และให้ความสดชื่น ด้วยรสเปรี้ยวหวานที่เป็นเอกลักษณ์

4.บำรุงสายตา ทำให้เส้นประสาทตาดี สายตาแจ่มใส

5.แก้อาหารท้องผูก ทำให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น

6.แก้อาการปวดเกร็งตามเท้า ข้อมือ ข้อเข่า

7.บำรุงเส้นผมให้ดกดำ เงางาม

8.ลดความดันโลหิต

9.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็ง และต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง

10.ป้องกันโรคโลหิตจาง

เห็นอย่างนี้แล้ว เย็นนี้อย่าลืมหาลูกหม่อน หรือมัลเบอร์รี่มาทานกันเยอะๆ นะคะ จะทานสดๆ หรือนำมาดัดแปลงเป็นส่วนประกอบของขนมหวานต่างๆ ก็ได้ ทานเพลินกันได้ทั้งบ้านเลยค่ะ

ไทยออยล์ เผย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลด

บริษัท ไทยออยล์ เผย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลด หลังความไม่แน่นอนในเรื่องของการขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิต

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์น้ำมันปิดตลาดประจำวันที่ 24 เมษายน 2560 น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับลดลง 0.39 เหรียญ มาอยู่ที่ 49.23 เหรียญ น้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.36 เหรียญ มาอยู่ที่ 51.60 เหรียญ โดย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 1 จากความไม่แน่นอนในเรื่องของการขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิต โดยปริมาณการผลิตของรัสเซียอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี หากผู้ผลิตกลุ่มโอเปกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตลงได้ ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานรัสเซีย กล่าวไว้เมื่อเดือน มี.ค. 60 ว่าปริมาณการผลิตเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.01-11.07 ล้านบาร์เรลต่อวัน แตะระดับค่าเฉลี่ยสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2530

นอกจากนี้ ยังคงถูกกดดันจาก จำนวนแท่นขุดเจาะและปริมาณการผลิตน้ำมันสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 14 สัปดาห์ติดต่อกัน มาอยู่ที่ 688 แท่น ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมัน shale ในสหรัฐฯ เดือน พ.ค. อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบมากกว่า 2 ปี

ขณะที่ ปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 จากช่วงกลางปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตของผู้ส่งออกรายใหญ่ของโอเปก เช่น ซาอุดิอาระเบีย